จัสติน ไคลเวิร์ต

    แฟนบอลรุ่นเก่าน่าจะคุ้นหู และรู้จักนามสกุลนี้เป็นอย่างดี เพราะมันคือนามสกุลของแพตทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าคนดังของทีมชาติฮอลแลนด์ในช่วงยุค 90 และต่อในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 ที่เขามีจุดเด่นเรื่องลูกกลางอากาสเป้นอย่างมาก แต่ตอนนี้มาถึงในช่วงยุคเจเนเรชั่นของลูกชายเขาเสียแล้ว นั่นก็คือจัสติน ไคลเวิร์ตนั่นเอง ที่ปัจจุบันได้ย้ายมาเล่นให้กับโรม่า ทีมชั้นนำของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้

จัสติน ไคลเวิร์ตเริ่มมีต้นสังกัดตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบเท่านั้นกับทีมเอสวี ดีเมน แต่อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้นก็ถูกอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศฮอลแลนด์คว้าตัวไปเข้าสู่ระบบเยาวชนของสโมสรทันที และเขาก็อยู่ในระบบเยาวชนในเมืองหลวงของประเทศเนเธอแลนด์มายาวนานถึง 10 ปีเลยทีเดียว ก่อนที่จะได้โอกาสขึ้นไปเล่นในทีมชุด 2 ที่เล่นอยู่ในลีกรองของประเทศ ซึ่งเขาได้ลงสนามเพียง 8 นัดเท่านั้น แต่กลับทำผลงานไดอย่างโดดเด่น จนถูกปีเตอร์ บอชซ์ กุนซือของอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมในตอนนั้นดึงตัวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที และได้ลงเล่นช่วยทีมไปถึง 20 นัดด้วยกันในฤดูกาลนั้น และจบลงด้วยการเป้นรองแชมป์ในศึกยูโรป้า ลีกด้วย ซึ่งไปแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบชิงชนะเลิศ 0-2 นั่นเอง ซึ่งในนัดนั้นเขาไม่ได้ลงสนามช่วยทีมเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ แต่ฤดูกาลนั้นเขาได้รางวัลนักเตะอนาคตไกลของสโมสรอาแจ๊กซื อัมสเตอร์ดัมด้วย ซึ่งรางวัลนี้สโมสรให้มาตั้งแต่ปี 1999 โดยนักเตะอย่างราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ และดาลี่ย์ บลินด์ก็เคยได้รางวัลนี้ด้วย ซึ่งฤดูกาลต่อมาถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือแต่เขาก็ยังได้เป็นตัวหลักของทีม และสามารถช่วยทีมทำได้ถึง 11 ประตูในทุกรายการ จากการลงสนามไปทั้งหมด 36 นัด ทำให้โรม่าดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และน่าจะเป็นตัวความหวังของทีม “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ในฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าทางโรม่าจะซื้อผู้เล่นเข้ามาใหม่หลายคนก็ตาม แต่ตำแหน่งตัวริมเส้นทางขวาที่เขาถนัด ถือว่ามีคู่แข่งไม่มากนัก

ในนามทีมชาติฮอลแลนด์นั้น จิสติน ไคลเวิร์ต ติดทีมชาติฮอลแลนด์มาแล้วทุกรุ่นอายุ ไล่มาตั้งแต่ยู 15 ไปจนถึงยู 21 และเขาก็มีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเขาได้โอกาสลงสนามในช่วง 12 นาทีสุดท้ายที่ทีมชาติฮอลแลนด์เอาชนะทีมชาติโปรตุเกสไปได้สำเร็จ 3-0 โดยเขาได้ลงสนามไปแทนเมมฟิส เดปายในเกมวันนั้น

โรดรี้

    โรดริโก้ เอร์นานเดส หรือว่าที่แฟนบอลรู้จักกันในชื่อโรดรี้ กองกลางดาวรุ่งวัย 22 ปี ที่ได้ย้ายจากบีญาร์เรอัล มาร่วมทีมแอตเลติโก มาดริดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยค่าตัวรวมประมาณ 25 ล้านยูโร โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเขาถูกยกย่องว่าเป็นนิว เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กองกลางตัวจริงทีมชาติสเปนของบาร์เซโลน่าด้วย เนื่องจากเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับเหมือนกัน และมีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกันมากทีเดียว

โรดรี้เริ่มต้นในระดับเยาวชนกับสโมสรราโย่ มาฆาดาบอนด้า ที่เหมือนเป็นสโมสรที่ปั้นนักเตะเยาวชนมาส่งต่อให้กับแอตเลติโก มาดริดอีกทีหนึ่ง ซึ่งโรดรี้อยู่ในทีมยุคเดียวกับลูก้าส์ แอร์กน็องเดส แบ็คซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสที่กลับมาเป็นเพื่อนร่วมทีมกันอีกครั้งในเวลานี้ด้วย และหลังจากนั้นเขาก็ได้ย้ายมาอยู่กับระบบเยาวชนของแอตเลติโก มาดริดเมื่อปี 2007 แต่ด้วยตอนนั้นเขามีรูปร่างที่เล็ก และไม่มีความแข็งแกร่งทางด้านกายภาพ ทำให้เขาถูกปล่อยตัวไปให้กับบีญาร์เรอัล เพื่อนร่วมลีกที่คว้าตัวไปปั้นต่อในปี 2013 และในฤดูกาล 2015-2016 เขาก็ได้เริ่มลงสนามให้กับทีมบีญาร์เรอัล ชุดเบ และได้ขึ้นไปเล่นในศึกลา ลีก้าให้กับบีญาร์เรอัลชุดใหญ่บ้างแล้วด้วย และหลังจากนั้นมาเขาก็เริ่มเป็นตัวหลักของทีม “เรือดำน้ำสีเหลือง” มาโดยตลอด และก็มาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จนทำให้ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ต้องดึงตัวกลับมาร่วมทีมแอตเลติโก มาดริดอีกครั้ง

การกลับมาค้าแข้งในเมืองหลวงของประเทศสเปนอีกครั้งของโรดรี้นั้นก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มาเป็นตัวจริงของแอตเลติโก มาดริดที่มีความลงตัวอยู่แล้วจากฤดูกาลก่อน แต่ว่ายังพอมีโอกาสให้สอดแทรกได้ลงสนามบ้าง เมื่อกาบี้ เฟร์นานเดส กองกลางตัวเก๋าที่เป็นกัปตันทีม ได้ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในตะวันออกกลางแล้ว ทำให้ยังพอมีโอกาสให้ลงสนามอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังมีคู่แข่งหลายคนทีเดียวทั้งซาอูล นิเกซ โกเก้ ที่เป็นนักเตะดีกรีทีมชาติสเปนเลยทีเดียว รวมไปถึงโธมัส ปาร์เตย์ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวกาน่าด้วย ส่วนในนามทีมชาติสเปนนั้นโรดรี้ได้มีโอกาสได้ลงสนามช่วยทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในนัดที่ทีมชาติสเปนทำการอุ่นเครื่องกับทีมชาติเยอรมันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ต้องลุ้นว่าในยุคของหลุยส์ เอ็นริเก้เขาจะได้โอกาสกลับไปติดทีมชาติอีกหรือไม่

ข้อมูลจากเว็บ  แทงบอล