โจ โกเมซ

   โจ โกเมซ คือกองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ และได้รับคำชมเป็นอย่างมากกับฟอร์มการเล่นของเขาที่เหมือนว่าจะมีพัฒนาการขึ้นมากหลังจากที่เริ่มต้นฤดูกาลกับทีม “หงส์แดง” ได้

ซานติ มิน่า

    ซานติ มิน่า ดาวรุ่งชาวสแปนิชวัย 22 ปี เคยเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรเซลต้า บีโก้ในสเปนมาก่อน และได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเซลต้า บีโก้ในวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น ในฤดูกาล 2012-2013 โดยกองหน้าดาวรุ่งรายนี้ถูกส่งลงสนามไปในฐานะตัวสำรองแค่นัดเดียวเท่านั้นในฤดูกาลนั้น แต่พอฤดูกาลต่อมา ซานติ มิน่ากลับได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่องในยุคการคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือคนเก่งของทีมชาติสเปนคนปัจจุบันที่ตอนนั้นเขาเข้ามารับงานคุมทีมเซลต้า บีโก้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะหนีไปสร้างความสำเร็จให้กับบาร์เซโลน่าในปีต่อมา ส่วนซานติ มิน่านั้นก็กลายเป็นกองหน้าตัวหลักของเซลต้า บีโก้ในทันที ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นเอดูอาร์โด้ เบริซโซ่ในปีต่อมาก็ตาม โดยปีสุดท้ายของมิน่ากับเซลต้า บีโก้คือการทำ 7 ประตูให้กับทีม ก่อนที่จะเป็นบาเลนเซียที่คว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวประมาณ 10 ล้านยูโร และเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 6 ปีเลยทีเดียว

3 ปีที่ผ่านมาของซานติ มิน่าในถิ่นเมสตาญ่าของบาเลนเซีย เขาถือว่าเป็นตัวหลักในแดนหน้าของทีมมาโดยตลอด ไม่ว่าบาเลนเซียจะมีการเปลี่ยนกุนซือมาแล้วหลายคนก็ตาม แต่ดาวรุ่งรายนี้ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงอยู่ตลอด แต่ว่าเขาก็ยังไม่ได้โดดเด่นจนถูกเรียกไปติดทีมชาติสเปนเสียที ในยุคการคุมทีมของจูเลน โลเปเตกี ที่คุมทีมชาติสเปนประมาณ 2 ปี ตั้งแต่ปี 2016-2018 ซึ่งซานติ มิน่ายังมีปัญหาในเรื่องของความสม่ำเสมอในฟอร์มการเล่นที่ยังมาๆ หายๆ อยู่ตลอด ทำให้ความโดดเด่นของเขายังไม่ฉายแสงมากนัก และไม่ได้เป็นกองหน้าที่มีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมด้วย เนื่องจากสไตล์การเล่นของเขาจะออกไปในแนวกองหน้าตัวต่ำเสียมากกว่า ทำให้กองหน้าวัย 22 ปีรายนี้มักทำประตูได้ไม่มากนัก แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วที่มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัลเข้ามาคุมทีม เขาทำผลงานการทำประตูได้ดีที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขาเลยทีเดียว โดยทำได้ถึง 15 ประตูในทุกรายการ และถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้บาเลนเซียจะมีการเสริมนักเตะในตำแหน่งกองหน้าเข้ามาสู่ทีมหลายคนก็ตาม แต่เขาก็ยังได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงในตำแหน่งกองหน้าในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีคู่แข่งอย่างมิชี่ บาตชัวญี่ และกอนซาโล่ เกเดส ซึ่งมีดีกรีทีมชาติทั้งนั้นก็ตาม

จัสติน ไคลเวิร์ต

    แฟนบอลรุ่นเก่าน่าจะคุ้นหู และรู้จักนามสกุลนี้เป็นอย่างดี เพราะมันคือนามสกุลของแพตทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าคนดังของทีมชาติฮอลแลนด์ในช่วงยุค 90 และต่อในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 ที่เขามีจุดเด่นเรื่องลูกกลางอากาสเป้นอย่างมาก แต่ตอนนี้มาถึงในช่วงยุคเจเนเรชั่นของลูกชายเขาเสียแล้ว นั่นก็คือจัสติน ไคลเวิร์ตนั่นเอง ที่ปัจจุบันได้ย้ายมาเล่นให้กับโรม่า ทีมชั้นนำของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้

จัสติน ไคลเวิร์ตเริ่มมีต้นสังกัดตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบเท่านั้นกับทีมเอสวี ดีเมน แต่อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้นก็ถูกอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศฮอลแลนด์คว้าตัวไปเข้าสู่ระบบเยาวชนของสโมสรทันที และเขาก็อยู่ในระบบเยาวชนในเมืองหลวงของประเทศเนเธอแลนด์มายาวนานถึง 10 ปีเลยทีเดียว ก่อนที่จะได้โอกาสขึ้นไปเล่นในทีมชุด 2 ที่เล่นอยู่ในลีกรองของประเทศ ซึ่งเขาได้ลงสนามเพียง 8 นัดเท่านั้น แต่กลับทำผลงานไดอย่างโดดเด่น จนถูกปีเตอร์ บอชซ์ กุนซือของอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมในตอนนั้นดึงตัวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที และได้ลงเล่นช่วยทีมไปถึง 20 นัดด้วยกันในฤดูกาลนั้น และจบลงด้วยการเป้นรองแชมป์ในศึกยูโรป้า ลีกด้วย ซึ่งไปแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบชิงชนะเลิศ 0-2 นั่นเอง ซึ่งในนัดนั้นเขาไม่ได้ลงสนามช่วยทีมเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ แต่ฤดูกาลนั้นเขาได้รางวัลนักเตะอนาคตไกลของสโมสรอาแจ๊กซื อัมสเตอร์ดัมด้วย ซึ่งรางวัลนี้สโมสรให้มาตั้งแต่ปี 1999 โดยนักเตะอย่างราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ และดาลี่ย์ บลินด์ก็เคยได้รางวัลนี้ด้วย ซึ่งฤดูกาลต่อมาถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือแต่เขาก็ยังได้เป็นตัวหลักของทีม และสามารถช่วยทีมทำได้ถึง 11 ประตูในทุกรายการ จากการลงสนามไปทั้งหมด 36 นัด ทำให้โรม่าดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และน่าจะเป็นตัวความหวังของทีม “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ในฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าทางโรม่าจะซื้อผู้เล่นเข้ามาใหม่หลายคนก็ตาม แต่ตำแหน่งตัวริมเส้นทางขวาที่เขาถนัด ถือว่ามีคู่แข่งไม่มากนัก

ในนามทีมชาติฮอลแลนด์นั้น จิสติน ไคลเวิร์ต ติดทีมชาติฮอลแลนด์มาแล้วทุกรุ่นอายุ ไล่มาตั้งแต่ยู 15 ไปจนถึงยู 21 และเขาก็มีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเขาได้โอกาสลงสนามในช่วง 12 นาทีสุดท้ายที่ทีมชาติฮอลแลนด์เอาชนะทีมชาติโปรตุเกสไปได้สำเร็จ 3-0 โดยเขาได้ลงสนามไปแทนเมมฟิส เดปายในเกมวันนั้น

โรดรี้

    โรดริโก้ เอร์นานเดส หรือว่าที่แฟนบอลรู้จักกันในชื่อโรดรี้ กองกลางดาวรุ่งวัย 22 ปี ที่ได้ย้ายจากบีญาร์เรอัล มาร่วมทีมแอตเลติโก มาดริดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยค่าตัวรวมประมาณ 25 ล้านยูโร โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเขาถูกยกย่องว่าเป็นนิว เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กองกลางตัวจริงทีมชาติสเปนของบาร์เซโลน่าด้วย เนื่องจากเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับเหมือนกัน และมีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกันมากทีเดียว

โรดรี้เริ่มต้นในระดับเยาวชนกับสโมสรราโย่ มาฆาดาบอนด้า ที่เหมือนเป็นสโมสรที่ปั้นนักเตะเยาวชนมาส่งต่อให้กับแอตเลติโก มาดริดอีกทีหนึ่ง ซึ่งโรดรี้อยู่ในทีมยุคเดียวกับลูก้าส์ แอร์กน็องเดส แบ็คซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสที่กลับมาเป็นเพื่อนร่วมทีมกันอีกครั้งในเวลานี้ด้วย และหลังจากนั้นเขาก็ได้ย้ายมาอยู่กับระบบเยาวชนของแอตเลติโก มาดริดเมื่อปี 2007 แต่ด้วยตอนนั้นเขามีรูปร่างที่เล็ก และไม่มีความแข็งแกร่งทางด้านกายภาพ ทำให้เขาถูกปล่อยตัวไปให้กับบีญาร์เรอัล เพื่อนร่วมลีกที่คว้าตัวไปปั้นต่อในปี 2013 และในฤดูกาล 2015-2016 เขาก็ได้เริ่มลงสนามให้กับทีมบีญาร์เรอัล ชุดเบ และได้ขึ้นไปเล่นในศึกลา ลีก้าให้กับบีญาร์เรอัลชุดใหญ่บ้างแล้วด้วย และหลังจากนั้นมาเขาก็เริ่มเป็นตัวหลักของทีม “เรือดำน้ำสีเหลือง” มาโดยตลอด และก็มาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จนทำให้ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ต้องดึงตัวกลับมาร่วมทีมแอตเลติโก มาดริดอีกครั้ง

การกลับมาค้าแข้งในเมืองหลวงของประเทศสเปนอีกครั้งของโรดรี้นั้นก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มาเป็นตัวจริงของแอตเลติโก มาดริดที่มีความลงตัวอยู่แล้วจากฤดูกาลก่อน แต่ว่ายังพอมีโอกาสให้สอดแทรกได้ลงสนามบ้าง เมื่อกาบี้ เฟร์นานเดส กองกลางตัวเก๋าที่เป็นกัปตันทีม ได้ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในตะวันออกกลางแล้ว ทำให้ยังพอมีโอกาสให้ลงสนามอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังมีคู่แข่งหลายคนทีเดียวทั้งซาอูล นิเกซ โกเก้ ที่เป็นนักเตะดีกรีทีมชาติสเปนเลยทีเดียว รวมไปถึงโธมัส ปาร์เตย์ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวกาน่าด้วย ส่วนในนามทีมชาติสเปนนั้นโรดรี้ได้มีโอกาสได้ลงสนามช่วยทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในนัดที่ทีมชาติสเปนทำการอุ่นเครื่องกับทีมชาติเยอรมันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ต้องลุ้นว่าในยุคของหลุยส์ เอ็นริเก้เขาจะได้โอกาสกลับไปติดทีมชาติอีกหรือไม่

ข้อมูลจากเว็บ  แทงบอล

เฟเดริโก้ เคียซ่า

    นามสกุลเคียซ่าถือว่าเป็นนามสกุลที่คุ้นหูอย่างแน่นอนสำหรับคอฟุตบอลอิตาลี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เมื่อมันเป็นนามสกุลของเอ็นริโก้ เคียซ่า อดีตกองหน้าทีมชาติอิตาลี ที่เคยเล่นให้กับหลายสโมสรในอิตาลี ทั้งกับปาร์ม่าในยุคุร่งเรือง และกับลาซิโอในยุคที่โด่งดัง และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ลูกชายของเขาก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือเฟเดริโก้ เคียซ่านั่นเอง ซึ่งเคียซ่าคนลูกเริ่มเข้ามาอยู่ในอคาเดมี่ของทีมฟิออเรนติน่า ทีมดังแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อาเมื่อปี 2007 ซึ่งตอนนั้นเจ้าหนูรายนี้มีอายุแค่เพียง 9 ขวบเท่านั้น และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มใต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ ตามรุ่นอายุ และก็ได้ขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดยู 19 ปีเมื่อฤดูกาล 2014-2015 ซึ่งตอนนั้นเขาพึ่ง 16 ปีเท่านั้น โดยทำได้ 1 ประตูจากการลงสนาม 7 นัดในฤดูกาลแรก แต่ฤดูกาลต่อมาเขาก็ทำผลงานได้ดีขึ้น โดยได้ลงเล่นถึง 23 นัดและสามารถทำได้ 7 ประตู และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 เขาก็ได้เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพของฟิออเรนติน่า ซึ่งเป็นสัญญาแรกของเขาในการเป็นนักเตะอาชีพด้วย

หลังจากได้เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพแล้ว ในฤดูกาลต่อมาเฟเดริโก้ เคียซ่าก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของทีม “ม่วงมหากาฬ” อย่างเต็มตัวในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น โดยในฤดูกาล 2016-2017 เขาได้ลงสนามช่วยทีมไปถึง 34 นัดในทุกรายการ เรียกได้ว่าได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมทันทีในยุคการคุมทีมของเปาโล ซูซ่า อดีตกองกลางทีมชาติโปรตุเกส และนัดที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็คือเมื่อเดือนมกราคม 2017 ที่พวกเขาเอาชนะยูเวนตุส ทีมสุดแกร่งของลีกได้ 2-1 โดยเคียซ่าเป็นผู้ทำประตูชัยให้ฟิออเรนติน่าในเกมนั้นได้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาชื่อของเขาก็ได้รับการกล่าวขานมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีข่าวลือว่าหลายทีมในยุโรปเริ่มสนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีม และในฤดูกาลล่าสุดในการคุมทีมของสเตฟาโน่ ปิโอลี่ กุนซือคนใหม่เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นจากเดิมด้วยซ้ำ และสามารถทำได้ 6 ประตูในเกมลีก และช่วยให้ฟิออเรนติน่าจบอันดับที่ 8 ของกลัโช่ เซเรีย อา

เฟเดริโก้ เคียซ่า ในวัย 20 ปี เล่นในตำแหน่งตัวรุกได้เกือบทุกตำแหน่งในแดนหน้า แต่ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือตำแหน่งปีกซ้าย ที่เขามักจะทำได้ดีในการเลี้ยงตัดเข้ากลาง และหาโอกาสทำประตู เรด อาร์มี่ อัพเดต

เกป้า

    ทีมชาติสเปนถือว่าผลิตนักเตะดาวรุ่งสู่วงการฟุตบอลโลกได้อยู่ตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักตะเอ้าฟิลด์เสียมากกว่า และน้อยครั้งที่จะเป็นดาวรุ่งในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งดาวรุ่งในตำแหน่งนายทวารคนล่าสุดที่แจ้งเกิดจนเป็นดาวดังระดับโลกไปแล้วก็คือดาบิด เด เกอา นายประตูมือ 1 ทีมชาติสเปนคนปัจจุบันที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษในเวลานี้ แต่เมื่อช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมากลับมีนายทวารดาวรุ่งอีกคนหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งก็คือเกป้า อาร์ริซาบาก้า นายประตูวัย 23 ปีจากแอตเลติก บิลเบานั่นเอง

เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า หรือเรียกสั้นๆ ว่าเกป้านั้นเป็นเด็กเชื้อสายบาสก์ และเกิดที่แคว้นบาสก์ในประเทศสเปนนั่นเอง แต่เขาก็พเนจรไปอยู่กับหลายสโมสรในสมัยที่เขายังเป็นนักเตะเยาวชนอยู่ แต่ก็กลับมาอยู่กับแอตเลติก บิลเบาอีกครั้งในปี 2012 ซึ่งเขามีชื่ออยู่ในม้านั่งตัวสำรองตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งเขามีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แต่กลับสามารถช่วยทีมชาติสเปนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปได้สำเร็จในปี 2012 และหลังจากนั้นมาเขาก็มีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ของแอตเลติก บิลเบาโดยตลอด แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงสนาม เนื่องจากตอนนั้นเขาเป็นเพียงมือ 2 ของทีมเท่านั้น โดยผู้รักษาประตูมือ 1 ของบิลเบาตอนนั้นคืกอร์ก้า อิไรซอซ จึงทำให้ยังไม่ถึงเวลาของเขา และจึงถูกปล่อยตัวไปให้กับปอนเฟร์ราดิน่า และเรอัล บาญาโดลิดยืมตัวไปใช้งานถึง 2 ปี และถึงได้กลับมาเป็นมือ 1 ในถิ่นซาน มาเมสเมื่อฤดูกาล 2016-2017 และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ยืดมือ 1 ของทีมมาได้โดยตลอด และก็ได้มีโอกาสลงสนามในนามของทีมชาติสเปนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2017 ในนัดที่ทีมชาติสเปนถล่มทีมชาติคอสตาริก้าไป 5-0 เมื่อเดือนพฤศจิการยนปีที่แล้ว

ซึ่งเมื่อช่วงฤดูกาลที่แล้วเขาตกเป็นข่าวว่าเรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่ของสเปนสนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีมตลอดในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้แอตเลติก บิลเบาต้องทำการต่อสัญญาเขาออกไปถึง 7 ปี โดยสัญญาจะไปหมดในช่วงกลางปี 2025 และมีค่าฉีกสัญญาสูงถึง 80 ล้านยูโรเลยทีเดียว หากทีมไหนอยากจะคว้าตัวไปร่วมทีม และล่าสุดเป็นทางเชลซีที่ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาคว้าตัวไปร่วมทีม และเราจะได้เห็นฝีมือของเขาอย่างเต็มตาในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

 

ฟิล โฟเด้น

     ฟิล โฟเด้น ถือว่าเป็นนักเตะที่มีชื่อขึ้นมาในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้อยู่บ่อยครั้ง หลังจากการมาของเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีมในถิ่นอิติฮัด สตเดี้ยมเมื่อปี 2016 หลังจากนั้นมากองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีก็ได้ก้าวขึ้นมามีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่บ่อยครั้ง ทั้งในช่วงของการพรีซีซั่น โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาได้เริ่มลงเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการกับทีมชุดใหญ่ไปแล้วด้วย โดยเขาได้โอกาสแรกใช่วงของการอุ่นเครื่องพรีซีซั่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทีเดียว และหลังจากนั้นมาทำให้เขาได้โอกาสได้ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่บ่อยครั้ง รวมถึงมีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองหลายนัดด้วย และได้เล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่เกมที่มีความหมายมากก็ตาม โดยในฐานะเด็กดาวรุ่งฟิล โฟเด้นถือว่ามีดีกรีที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ซึ่งเขาเป็นผู้พาทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 17 ปีคว้าแชมป์โลกได้เมื่อปีที่แล้วด้วย ซึ่งเขาสามารถคว้ารางวัลโกลเด้น บอลในทัวร์นาเม้นต์นั้นได้ด้วย ซึ่งก็คือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์นั่นเอง ซึ่งก็เป็นรางวัลเดียวกับที่ลูก้า โมดริช กองกลางทีมชาติโครเอเชียได้รับเมื่อฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมานั่นเอง

เป็ป กวาดิโอล่า ถือว่าเป็นกุนซือที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการปั้นเด็กดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่คนหนึ่งอยู่แล้ว โดยเขาได้ดันนักเตะมากมายทั้งตอนที่คุมบาร์เซโลน่า หรือกับบาเยิร์น มิวนิคก็ตาม ซึ่งเขาก็ทำงานกับบรรดาดาวรุ่งได้ดีมาโดยตลอด และเหมือนว่าฟิล โฟเด้นก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้นที่เขาเตรียมจะจับปั้นให้มาเป็นตัวหลักของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากตอนนี้ทีมยังพอจะมีที่ว่างในตำแหน่งแดนกลางอยู่ โดยพวกเขายังขาดตัวที่จะมาสแตนด์บายแฟร์นานดินโญ่ กองกลางตัวตัดเกม ซึ่งถึงแม้ว่าโฟเด้นจะไม่ใช่นักเตะในสไตล์นั้น แต่ก็ถือว่าสามารถพอจะตามน้ำไปได้อยู่ และจากฟอร์มล่าสุดในศึกคอมมูนิตี้ ชีลด์ ที่พบกับเชลซี ดาวรุ่งรายนี้ได้โชว์ความสามารถของเขาออกมาอย่างเต็มตัว โดยเป็นผู้จ่ายให้กับเซร์คิโอ อเกวโร่ ทำประตูให้ทีมออกนำในช่วงครึ่งแรกด้วย ซึ่งตามปกติแล้วดาวรุ่งอายุประมาณนี้ทีมยักษ์ใหญ่มักจะปล่อยให้กับทีมอื่นยืมตัวเพื่อโอกาสในการลงสนามเพื่อสั่งสมประสบการณ์ซัก 1 ปี แต่ดูเหมือนว่าเป็ปจะเตรียมใช้งานเขามากขึ้นในฤดูกาลนี้ด้วย

จิอันลุยจิ ดอนนารุมม่า

    จิอันลุยจิ ดอนนารุมม่า ถือว่าก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว โดยเขาเริ่มค้าแข้งในระบบเยาวชนของนาโปลี ก่อนจะย้ายมาอยู่ทีมเยาวชนของเอซี มิลานเมื่อปี 2013 และจนถึง 2015 ดอนนารุมม่าก็ได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขามีวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น แต่ตอนนั้นซินิซ่า มิไฮโลวิช ผู้จัดการทีมชาวเซอร์เบียได้ให้เขาเป็นมือ 3 ของทีม รองจากดิเอโก้ โลเปซที่พวกเขาคว้าตัวมาจากเรอัล มาดริด และคริสเตียน อับเบียติ นายประตูตัวเก๋าของทีม โดยบุญพาวาสนาส่งให้เขาดังเป็นอย่างยิ่งเมื่อเขาได้รับโอกาสให้ลงสนามเป็นนัดแรกในศึกอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ หรือ ICC เมื่อปี 2015 นั่นเอง ซึ่งต้องพบกับเรอัล มาดริด และเขาก็ได้โชว์ความสามารถทันทีด้วยการเซฟจุดโทษของโทนี่ โครสส์ กองกลางระดับแชมป์โลกได้สำเร็จ จนทำให้ทีมเอาชนะในนัดนั้นได้ และหลังจากนั้นมาชื่อของผู้รักษาประตูดาวรุ่งรายนี้ก็ดังเป็นพลุแตก และกลายเป็นดาวรุ่งรายนี้ที่ได้กลายเป็นมือ 1 ในถิ่นซาน ซีโร่ทันที และให้ 2 นายทวารตัวเก๋าหลุดไปเป็นตัวสำรองเท่านั้น ทั้งๆ ที่ดอนนารุมม่าอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นเขาก็เป็นตัวจริงมาตลอดในอีก 2 ฤดูกาลต่อมาก็เช่นกัน ไม่ว่าเอซี มิลานจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นคนไหนก็ยังใช้จิอันลุยจิ ดอนนารุมม่าเป็นมือ 1 โดยตลอด และด้วยผลงานที่โดดเด่นทำให้เขาก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ยังขึ้นๆ ลงๆ กับทีมชาติชุดยู 21 อยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทีมชาติอิตาลีมีจิอันลุยจิ บุฟฟ่อนยืนเป็นมือ 1 อยู่แล้ว แต่หลังจากนี้ไปโอกาสมือ 1 ของทีมชาติอิตาลีจะเปิดกว้างสำหรับเขาอีกครั้ง เมื่อบุฟฟ่อนในวัย 40 ปีได้ประกาศอำลาทีมชาติอิตาลีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่อิตาลีไม่สามารถผ่านไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งที่ผ่านมาได้

โดยตอนนี้จิอันลุยจิ ดอนนารุมม่า กลายเป็นผู้รักษาประตูชั้นนำของยุโรปไปแล้ว และเมื่อบรรดาทีมยักษ์ใหญ่จะมองหานักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตูใหม่ พวกเขาก็จะมองมาที่ดาวรุ่งวัย 19 ปีรายนี้ก่อนเสมอ ซึ่งเจ้าตัวก็สนใจที่จะย้ายออกไปค้าแข้งยังต่างแดนด้วย โดยเขามีมิโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์ขั้นเทพเป็นคนดูแลเขาในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งมีโอกาสที่เขาจะได้ย้ายออกจากถิ่นซาน ซีโร่ในเร็วๆ นี้

ยูริ เตเลม็องส์

    ยูริ เตเลม็องส์ กองกลางดาวรุ่งทีมชาติเบลเยี่ยม ถือว่าเนื้อหอมไม่ใช่น้อยในช่วงก่อนที่จะย้ายจากอันเดอร์เลช ทีมดังจากเบลเยี่ยมมาร่วมทีมโมนาโกเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ด้วยค่าตัวประมาณ 25 ล้านยูโร และเซ็นต์สัญญาในถิ่นสต๊าด หลุยส์ เดอ ถึง 5 ปี โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นข่าวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้วด้วย ซึ่งตอนเล่นให้กับอันเดอร์เลช ยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิด เขาสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลาง แบ็คขวา รวมถึงปราการหลังตัวกลางด้วย ในสมัยที่เขายังค้าแข้งอยู่ในดินแดนของเมืองวาฟเฟิ่ลเขามีจุดเด่นในการทำประตูมากทีเดียว ซึ่งฤดูกาลสุดท้ายกับอันเดอร์เลชเขาสามารถช่วยทีมทำได้ถึง 18 ประตู จากการลงสนาม 53 นัดเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเยอะมากกับนักเตะเชิงรับแบบดาวเตะวัยเพียง 21 ปีผู้นี้

เด็กปั้นจากผลผลิตของอันเดอร์เลชรายนี้ได้เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น และได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรตั้งแต่อายุเท่านี้เลย ซึ่งดาวรุ่งรายนี้ก็ได้ติดทีมชาติเบลเยี่ยมมาทั้งชุดยู 15 และยู 16 ปี และก้าวขึ้นไปติดทีมชุดยู 21 ได้ตั้งแต่ตอนเขา 16 ปีเท่านั้น และตอนอยู่กับอันเดอร์เลชในฤดูกาลสุดท้ายเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด โดยได้เป็นนักเตะอาชีพยอดเยี่ยมที่ค้าแข้งในเบลเยี่ยม รวมถึงติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาล 2016-2017 ด้วย หลังจากโชว์ผลงานทำ 5 ประตู และช่วยให้ทีมผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศด้วย ก่อนจะไปพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงต่อเวลาพิเศษที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด จากประตูชัยของมาร์คัส แรชฟอร์ด ซึ่งสุดท้ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลุดไปเป็นแชมป์ในบั้นปลายด้วย โดยเขายังประสบความสำเร็จกับอันเดอร์เลชด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของเบลเยี่ยมถึง 2 สมัย และก็เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมอีก 2 สมัยด้วย และล่าสุดก็มีชื่อติดทีมชาติเบลเยี่ยมไปทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซีย และสามารถคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ โดยเขาได้โอกาสลงสนามเป้นตัวจริงในนัดที่พบกับทีมชาติอังกฤษในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มด้วย และก็ยังมีโอกาสถูกเปลี่ยนลงไปเป็นตัวสำรองอีก 2-3 นัดในทัวร์นาเม้นต์นั้นด้วย โดยดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ติดทีมชาติหนแรกเมื่อปลายปี 2016 และหลังจากนั้นก็เป็นตัวลือกของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซมาโดยตลอด ส่วนในฤดูกาลนี้เขาน่าจะได้เป็นตัวหลักของทางโมนาโกอย่างเต็มตัว หลังจากที่พวกเขาขายฟาบินโญ่ กองกลางในตำแหน่งเดียวกันออกจากทีมไปแล้ว ทำให้น่าจะได้เห็นฟอร์มของเขาชัดเจนขึ้นในฤดูกาลนี้

ดาวรุ่งน่าจับตามอง : ลีออน เบลี่ย์

    ลีออน เบลี่ย์ ปีกหมายเลข 9 ของทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นในบุนเดสลีก้า กำลังเริ่มโด่งดังขึ้นมาโดยการตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป รวมถึงกับในบุนเดสลีก้า เยอรมันกับบาเยิร์น มิวนิคด้วย หลังจากดาวรุ่งวัย 20 ปีสามารถโชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเกือบช่วยให้ทีมคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ด้วย แต่ต้องผิดหวังเพราะประตูได้เสียของทีม “ห้างขายยา” กลับแพ้ให้กับฮอฟเฟ่นไฮม์ และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ที่มีคะแนนเท่ากันที่ 55 คะแนน โดยเบลี่ย์ถือว่าเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียว โดยเขาเล่นคู่กับจูเลี่ยน บรันดต์ ปีกดาวรุ่งทีมชาติเยอรมันได้อย่างสนุก โดยเบลี่ย์จะยืนประจำการทางฝั่งขวา ซึ่งเขามีความเร็วเป็นอาวุธหลัก ซึ่งเขาเป็นชาวจาไมก้า ซึ่งเป็นสัญชาติเดียวกับนักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกอย่างอูเซียน โบลต์นั่นเอง

ลีออน เบลี่ย์ ย้ายจากเกงค์ ทีมในเบลเยี่ยมมาอยู่กับเลเวอร์คูเซ่นเมื่อเดือนมกราคมปี 2017 ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้รับความสนใจจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี 2 ทีมดังจากพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษด้วย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาได้ลงเล่นให้ทีมไปทั้งหมดถึง 34 นัดในทุกรายการ และทำได้ 12 ประตู หากนับเฉพาะในลีกเขาลง 30 นัด และทำ 9 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ ซึ่งถือว่าเขาเป็นนักเตะที่แอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูมากที่สุดในทีมด้วย โยดเขาเป็น 1 ใน 4 ตัวรุกอันตรายของทีมซึ่งประกอบไปด้วยจูเลี่ยน บรันดต์ ลูคัส อลาริโอ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ และเควิน โฟลแลนด์ กองหน้าดาวซัลโวของทีมที่ทำไป 14 ประตูในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ส่วนอีก 3 คนที่เหลือทำได้คนละ 9 ประตูเท่ากัน ซึ่งหากนับรวมทั้งหมดพวกเขา 4 คนทำรวมกันไป 41 ประตู จาก 58 ประตูที่ทีมทำได้ในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

หากค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมในการทำประตูของดาวเตะวัย 20 ปียังโหดอยู่แบบนี้ ทำให้เขาไม่น่าจะได้อยู่ในถิ่นบาย อารีน่านาน และคงจะมีทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปตามมารุมจีบอย่างแน่นอน ซึ่งต้องรอดูกันว่าระหว่างเจ้าหนูรายนี้ กับจูเลี่ยน บรันดต์ ดาวรุ่งทีมชาติเยอรมัน ใครจะได้ย้ายออกจากทีม “ห้างขายยา” ก่อนกัน ซึ่งนักเตะที่ค้าแข้งในเยอรมันส่วนใหญ่ก็อยากที่จะไปอยู่กับบาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ของประเทศทั้งนั้น ต้องดูกันว่าดาวรุ่งรายนี้จะพ้นมือของกงเล็บ “เสือใต้” หรือไม่